ละครรณรงค์ลดโลกร้อน เรื่อง ภาวะโลกร้อน
ข่าวมลพิษทางอากาศ
20:22 |
ป้ายกำกับ:
ข่าวมลพิษทางอากาศ
ลุย 7 หมื่นโรงงานอุตสาหกรรม กรอ.ของบ 1.2 หมื่นล้านสร้างเตาเผาขยะพิษ
กรอ.รับลูก คสช.ลงพื้นที่ตรวจระบบกำจัดกากอุตสาหกรรม ในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ 7 หมื่นโรง คาดกว่าครึ่งผิดกฎหมาย จ่อของบ 1.2 หมื่นล้านบาทสร้างเตาเผาขยะอุตสาหกรรม 4 แห่งทั่วประเทศ ประเดิมสั่งเชือดโรงงานชุบโลหะที่ชลบุรีลอบปล่อยน้ำและกากอันตรายที่ไม่ผ่านการบำบัด
นายเสรี อติภัทธะ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานแก้ไขปัญหาบ่อขยะที่ปล่อยมลพิษสู่ชุมชน ซึ่งในส่วนของ กรอ. ได้รับผิดชอบในส่วนของบ่อขยะอุตสาหกรรม ซึ่งจากการประเมินล่าสุดพบว่า จะมีขยะอุตสาหกรรมทั่วประเทศเกิดขึ้น 40 ตันต่อวัน ในจำนวนนี้เป็นขยะอันตราย 4 ตันต่อวัน ซึ่งในขยะอันตรายนี้ คาดว่าในขั้นตอนสุดท้ายจะมีเหลือไม่มาก เพราะขยะมีพิษบางส่วนสามารถนำไปแยกเอาโลหะที่มีค่าหรือนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ดังนั้น จึงต้องสำรวจอย่างละเอียด เพื่อวางมาตรการกำจัดขยะส่วนนี้ต่อไป สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะอุตสาหกรรมนั้น กรอ. ได้ลงพื้นที่สำรวจโรงงานประเภท 3 หรือโรงงานที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ 70,000 แห่ง ใช้เวลาสำรวจไม่เกิน 2 เดือน คาดว่าจะมีโรงงานที่กระบวนการผลิตและกำจัดขยะอุตสาหกรรมไม่ถูกต้องราวครึ่งหนึ่งหรือ 35,000 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงงานเล็กและบางส่วนยังขาดความเข้าใจในกระบวนการกำจัดกากอุตสาหกรรม เช่น โรงกลึงบางแห่ง มีการปล่อยทิ้งสารหล่อเย็นอย่างไม่ถูกต้อง หรือโรงงานเย็บเสื้อผ้าบางแห่งทิ้งเศษผ้าในขยะชุมชน เป็นต้น
ทั้งนี้ ขั้นต้น กรอ. จะตักเตือนให้ปรับปรุงกระบวนการกำจัดกากฯให้ถูกต้องภายใน 30 วัน ถ้าพบว่ายังไม่แก้ไขก็จะลงโทษเข้มขึ้นเรื่อยๆ เช่น ปิดโรงงานไปถึงโทษสูงสุดคือ ปรับไม่เกิน 200,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ที่ผ่านมาโรงงานส่วนใหญ่หลังถูกตักเตือนจะรีบแก้ไขให้ถูกต้อง จึงยังไม่มีโรงงานใดถูกลงโทษรุนแรงถึงขั้นจำคุก สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดคือ การเผาขยะ โดย กรอ. เตรียมเสนอของบฯปี 58 ศึกษาและจัดสร้างเตาเผาขยะอุตสาหกรรมอันตราย 4 แห่ง ใน 4 ภาค โดยพื้นที่กรุงเทพฯมีความต้องการสูงสุด ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนหาพื้นที่ก่อสร้างที่เหมาะสม คาดว่าจะใช้งบสร้างแห่งละ 3,000 ล้านบาท รวม 4 แห่ง 12,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มสร้างได้หลังปี 59 และเปิดใช้ได้ปี 61 “ขั้นตอนที่ยากสุดคือการทำความเข้าใจกับชาวบ้าน หลังกำหนดพื้นที่ก่อสร้างที่ชัดเจนได้ก็จะเร่งทำความเข้าใจกับชุมชน เพราะการกำจัดขยะอุตสาหกรรมด้วยการเผาเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ในประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำต่างใช้วิธีเผาขยะทั้งสิ้น ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อชุมชน หากเผาในเตาที่ก่อสร้างอย่างถูกต้อง”
นายเสรีกล่าวต่อว่า ปัจจุบันไทยมีเตาเผาขยะอุตสาหกรรมอันตรายเพียง 1 แห่งที่ จ.สมุทรปราการ มีกำลังการกำจัดขยะ 300 ตันต่อวัน มีหลุมขยะอุตสาหกรรมอันตราย 3 แห่ง มีค่ากำจัดขยะ 3,000 บาทต่อตันขึ้นไป และมีบ่อขยะอุตสาหกรรมอีก 9 แห่ง มีค่ากำจัดขยะ 800 บาทต่อตัน ซึ่งในอนาคตแม้ว่าการกำจัดกากอุตสาหกรรมจะมีต้นทุนที่แพงขึ้น แต่ทุกประเทศก็ต้องมากำจัดขยะในแนวทางนี้ และมีต้นทุนที่ใกล้เคียงกัน จึงไม่กระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของไทย ซึ่ง กรอ. ต้องใช้กฎหมายมาควบคุมให้ดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป
ด้านนายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยหลังลงพื้นที่ อำเภอบ่อทอง ชลบุรีว่า ประชาชนที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ่อกวางทองได้ร้องเรียนว่า โรงงานในพื้นที่คือ บริษัท เอชเจซี ชิพปิ้ง ไทยแลนด์ (HJC Shipping Thailand co LTD) บริษัทสัญชาติจีน ซึ่งเป็นโรงงานรีไซเคิลที่นำน้ำที่ได้จากการชุบโลหะมาตกตะกอนให้ได้โลหะหนัก ได้ปล่อยน้ำทิ้งลงบ่อด้านหลังโรงงานโดยไม่ผ่านการบำบัด ซึ่งการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า มีการทำผิดจริง จึงได้มีคำสั่งให้ปิดโรงงาน 6 เดือน เพื่อให้ปรับปรุงโรงงานให้มีระบบบำบัดน้ำจากการผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน นอกจากนี้ ยังสั่งให้ดำเนินคดีกรณีที่ตั้งโรงงานแล้ว สร้างผลกระทบที่รุนแรงต่อประชาชน มีความผิดเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งวัตถุอันตราย และกำลังยื่นศาลปกครอง ให้สั่งให้เจ้าของกิจการฟื้นฟูและบำบัดพื้นที่โดยรอบโรงงาน ซึ่งได้รับความเสียหายจากการปล่อยน้ำซึ่งไม่ผ่านการบำบัดลงบ่อทำให้มีทองแดง นิกเกิล และโลหะหนักอื่นๆ ซึมลงใต้ดิน ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นลุ่มน้ำคลองหลวง และยังพบว่าสวนยางพารารอบโรงงานได้รับความเสียหายจำนวนมาก เนื่องจากโรงงานนี้ทำมาตั้งแต่ปี 53 มีการปล่อยกากอันตรายลงหลุมหลังโรงงานซึ่งมีพื้นที่ 17 ไร่ ลึกกว่า 20 เมตร มาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ประชาชนได้ร้องเรียนเข้ามาที่อุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีตั้งแต่เดือน มิ.ย. แต่ช่วงเวลาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แล้วไม่พบความผิดปกติ แต่การตรวจครั้งนี้ไปตรวจพร้อมนำรถแบ็กโฮไปขุดพิสูจน์บ่อที่มีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอันตรายจึงพบว่ามีการทำผิดจริง จึงได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมชลบุรี ปูพรมลงพื้นที่ตรวจโรงงานต้องสงสัยที่มีพฤติกรรมลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม แต่บางรายยังตรวจจับได้ลำบากเนื่องจากมีการนำกากไปทิ้งนอกโรงงาน พื้นที่ป่าตอนกลางคืน โดยพื้นที่เสี่ยงที่พบการกระทำผิดยังคงเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกและภาคกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก.
อ้างอิง :: http://www.thairath.co.th/content/434817
สมาชิกในกลุ่ม
07:11 |
ป้ายกำกับ:
สมาชิกในกลุ่ม
สมาชิกกลุ่ม ไฮบริด
นางสาว กาญจนา โกมลวาทิน 55566040004
นางสาว กัญญ์วรา เอกอังคณา 55566040006
นางสาว ขวัญแก้ว รัตนศิลา 55566040007
นางสาว สุนันทา ห้วยหงษ์ทอง 55566040009
นางสาว กนกวรรณ วัฒนพงษ์ 55566040020
นางสาว น้ำผึ้ง ศรีหาญ 55566040027
ข่าวมลพิษทางอากาศ
05:52 |
ป้ายกำกับ:
ข่าวมลพิษทางอากาศ
'เชียงใหม่'อ่วมหนัก! วิกฤติหมอกควันบังดอยสุเทพมิด
มลพิษทางอากาศเมืองเชียงใหม่วิกฤติ หลังเกิดไฟป่าแทบทุกอำเภอจนหมอกควันบังดอยสุเทพมิด ล่าสุดมีผู้ป่วยแล้วกว่าหมื่นราย...
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณภาพอากาศในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พบว่ามีปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เกินค่ามาตรฐาน มาเป็นบางช่วงติดต่อกันมา 6 วันแล้ว ทำให้ถนนหลายสายเต็มไปด้วยหมอกควัน ไม่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยสุเทพได้แล้ว สำหรับคุณภาพอากาศในพื้นที่เขต อ.เมืองเชียงใหม่ ในวันนี้ (17 มี.ค.57) พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) อยู่ในระดับ มีผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ซึ่งสถานีควบคุมกรมมลพิษ ที่พบค่า PM10 โดยที่สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ วัดค่า PM10 ได้จำนวน 113 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ค่า AQI วัดได้ 96 ที่สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย (กลางใจเมืองเชียงใหม่) พบค่า PM10 จำนวน 160 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ค่า AQI วัดได้ 118
ทั้งนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 มี.ค. 57 นายชนะ แพ่งพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังพบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กสูงเกินค่ามาตรฐาน ทางนายวิเชียร พุฒิวิญญู ผวจ.เชียงใหม่ ได้กำชับให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั้ง 25 อำเภอ ลงพื้นที่ ขอความร่วมมือชาวบ้านงดเผาทุกชนิด และให้สอดส่องพฤติกรรมชาวบ้าน ที่มีอาชีพหาของป่าเป็นพิเศษ หากพบความผิดที่ยังลักลอบเผาป่า ให้ใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อลดหมอกควันไฟป่า ที่ปกคลุมไปทั่วเมืองเชียงใหม่
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจจุดฮอตสปอต ยังพบมีไฟป่าเกิดขึ้นกระจายเกือบทุกอำเภอของ จ.เชียงใหม่ พร้อมกันมากกว่า 100 จุด โดยที่ อ.อมก๋อย มากถึง 21 จุด อ.แม่แจ่ม มากถึง 16 จุด และในพื้นที่อุทยานศรีลานนา อ.พร้าว และ อ.แม่แตง มากถึง 13 จุด นอกจากนี้ ยังมีไฟป่ากระจายอีกหลายอำเภอ ทั้งดอยผาแดง อ.เชียงดาว พื้นที่ อ.ไชยปราการ และ อ.ฝาง ส่งผลให้สถานการณ์หมอกควันไฟป่าวันนี้ ได้ทวีความรุนแรงขึ้น ค่ามลพิษสะสมสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยที่สถานีตรวจคุณภาพอากาศบริเวณโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยในตัวเมืองเชียงใหม่ วัดค่าได้ 160 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังสร้างสถิติสูงขึ้นในรอบปี ขณะที่เชียงใหม่เกิดไฟป่าสะสมมากถึง 579 ครั้ง พื้นที่ป่าเสียหายไปแล้วกว่า 5 พัน 140 ไร่
ทางด้านเว็บไซต์ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 เชียงใหม่ รายงานผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์หมอกควัน ที่ปกคลุมในภาคเหนือ มีอาการเจ็บป่วย เข้ารับการรักษา ตามโรงพยาบาล ประจำอำเภอของ จ.เชียงใหม่ เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด จำนวน 7,078 ราย โรคทางเดินหายใจทุกชนิด จำนวน 5,028 ราย โรคตาอับเสบ 352 ราย และกลุ่มโรคผิวหนัง จำนวน 392 ราย รวมทั้ง 4 กลุ่มโรค มากกว่า 12,851 ราย และในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 5 หมื่นราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณภาพอากาศในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พบว่ามีปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เกินค่ามาตรฐาน มาเป็นบางช่วงติดต่อกันมา 6 วันแล้ว ทำให้ถนนหลายสายเต็มไปด้วยหมอกควัน ไม่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยสุเทพได้แล้ว สำหรับคุณภาพอากาศในพื้นที่เขต อ.เมืองเชียงใหม่ ในวันนี้ (17 มี.ค.57) พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) อยู่ในระดับ มีผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ซึ่งสถานีควบคุมกรมมลพิษ ที่พบค่า PM10 โดยที่สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ วัดค่า PM10 ได้จำนวน 113 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ค่า AQI วัดได้ 96 ที่สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย (กลางใจเมืองเชียงใหม่) พบค่า PM10 จำนวน 160 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ค่า AQI วัดได้ 118
ทั้งนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 มี.ค. 57 นายชนะ แพ่งพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังพบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กสูงเกินค่ามาตรฐาน ทางนายวิเชียร พุฒิวิญญู ผวจ.เชียงใหม่ ได้กำชับให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั้ง 25 อำเภอ ลงพื้นที่ ขอความร่วมมือชาวบ้านงดเผาทุกชนิด และให้สอดส่องพฤติกรรมชาวบ้าน ที่มีอาชีพหาของป่าเป็นพิเศษ หากพบความผิดที่ยังลักลอบเผาป่า ให้ใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อลดหมอกควันไฟป่า ที่ปกคลุมไปทั่วเมืองเชียงใหม่
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจจุดฮอตสปอต ยังพบมีไฟป่าเกิดขึ้นกระจายเกือบทุกอำเภอของ จ.เชียงใหม่ พร้อมกันมากกว่า 100 จุด โดยที่ อ.อมก๋อย มากถึง 21 จุด อ.แม่แจ่ม มากถึง 16 จุด และในพื้นที่อุทยานศรีลานนา อ.พร้าว และ อ.แม่แตง มากถึง 13 จุด นอกจากนี้ ยังมีไฟป่ากระจายอีกหลายอำเภอ ทั้งดอยผาแดง อ.เชียงดาว พื้นที่ อ.ไชยปราการ และ อ.ฝาง ส่งผลให้สถานการณ์หมอกควันไฟป่าวันนี้ ได้ทวีความรุนแรงขึ้น ค่ามลพิษสะสมสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยที่สถานีตรวจคุณภาพอากาศบริเวณโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยในตัวเมืองเชียงใหม่ วัดค่าได้ 160 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังสร้างสถิติสูงขึ้นในรอบปี ขณะที่เชียงใหม่เกิดไฟป่าสะสมมากถึง 579 ครั้ง พื้นที่ป่าเสียหายไปแล้วกว่า 5 พัน 140 ไร่
ทางด้านเว็บไซต์ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 เชียงใหม่ รายงานผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์หมอกควัน ที่ปกคลุมในภาคเหนือ มีอาการเจ็บป่วย เข้ารับการรักษา ตามโรงพยาบาล ประจำอำเภอของ จ.เชียงใหม่ เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด จำนวน 7,078 ราย โรคทางเดินหายใจทุกชนิด จำนวน 5,028 ราย โรคตาอับเสบ 352 ราย และกลุ่มโรคผิวหนัง จำนวน 392 ราย รวมทั้ง 4 กลุ่มโรค มากกว่า 12,851 ราย และในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 5 หมื่นราย
ขณะเดียวกัน ได้เตรียมหน้ากากอนามัยไว้มากกว่า 4 แสนชิ้น เพื่อนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันจากไฟป่า จนส่งผลกระทบกับสุขภาพประชาชนเป็นบริเวณกว้าง ทั้งโรคทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือด และหัวใจ รวมไปถึงโรคตาและโรคผิวหนังอักเสบ.
ข่าวมลพิษทางอากาศ
05:46 |
ป้ายกำกับ:
ข่าวมลพิษทางอากาศ
กนอ.สั่งปิดโรงงาน ตัวการปล่อยกลิ่นเหม็นทั่วระยอง
กนอ.เจอแล้วโรงงาน ปล่อยกลิ่นเหม็นทั่วระยอง ผลิตกรดแลคติก ใช้เป็นอาหารสัตว์ในนิคมฯ เอเชีย สั่งหยุดกิจการตั้งแต่ 10 มิ.ย.จนกว่าจะปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย…
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. จากกรณีกลิ่นเหม็นสร้างความรำคาญ แก่ชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ต.บ้านฉาง อ.เมือง จ.ระยอง อาทิ ชุมชนมาบชะลูด ชุมชนชากลูกหญ้า และชุมชนตลาดห้วยโป่ง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีรายงานข่าว จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ว่า ได้ตรวจพบต้นตอของกลิ่นดังกล่าวแล้ว ซึ่งเกิดจากระบบบำบัดน้ำเสียและระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ ของบริษัทแห่งหนึ่ง ในนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ซึ่งประกอบกิจการผลิตกรดแลคติก ที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยมีวัตถุดิบหลักเป็นน้ำตาล โดยกลิ่นดังกล่าวเกิดจากระบบบำบัดน้ำเสียของบริษัท ดังนั้นทาง กนอ.จึงได้มีคำสั่งตามมาตรา 37 ให้ทำการปรับปรุงแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีกลิ่นและส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง กนอ. จึงสั่งการตาม พ.ร.บ. โรงงาน มาตรา 39 ให้หยุดประกอบกิจการในส่วนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. เป็นต้นไป พร้อมทั้งให้เร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียและระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ โดยต้องมีมาตรการป้องกันแก้ไขมิให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนโดยรอบ
ทั้งนี้ กนอ.ได้ตั้งทีมเฉพาะกิจจัดการปัญหาเรื่องกลิ่น เพื่อเฝ้าระวัง พร้อมลาดตระเวนตลอด 24 ชั่วโมง อย่างต่อเนื่องตามแนวพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และได้จัดรถตรวจวัดคุณภาพอากาศให้ติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในพื้นที่ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชุมชน พร้อมสั่งกำชับเจ้าหน้าที่ให้ดูแลประสิทธิภาพการทำงานของระบบการสื่อสาร ให้พร้อมทำงาน อีกทั้งให้ประชาชนเข้าร่วมเป็นหูเป็นตา ในเครือข่ายเฝ้าระวังของ กนอ. เพื่อแจ้งข้อมูลข่าวสาร ความคืบหน้า กรณีเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง.
กีฬาแบตมินตัน
กติกาของกีฬาแบดมินตัน
1. สนามและอุปกรณ์สนาม
1.1 สนามจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าประกอบด้วยเส้นกว้างขนาด 40 มิลลิเมตร ตามภาพผัง ก.
1.2 เส้นทุกเส้นต้องเด่นชัด และควรทาด้วยสีขาวหรือสีเหลือง
1.3 เส้นทุกเส้นเป็นส่วนประกอบของพื้นที่ซึ่งกำหนดไว้
1.4 เสาตาข่ายจะต้องสูง 1.55 เมตรจากพื้นสนาม และตั้งตรงเมื่อขึงตาข่ายให้ตึงตามที่ได้กำหนดไว้ในกติกา ข้อ 1.10 โดยที่จะต้องไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของเสายื่นเข้ามาในสนาม (เฉพาะรายการที่รับรองโดย IBF จะต้องใช้ระเบียบนี้ จนกระทั่ง 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ทุกรายการที่แข่งขันจะต้องยึดตามระเบียบนี้)
1.5 เสาตาข่ายจะต้องตั้งอยู่บนเส้นเขตข้างของประเภทคู่ ตามที่ได้แสดงไว้ในภาพผัง ก. โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นประเภทเดี่ยวหรือเล่นคู่
1.6 ตาข่ายจะต้องถักด้วยเส้นด้ายสีเข้ม และมีขนาดตากว้างไม่น้อยกว่า 15 มิลลิเมตร และไม่เกิน 20 มิลลิเมตร
1.7 ตาข่ายต้องมีความกว้าง 760 มิลลิเมตร และความยาวอย่างน้อย 6.1 เมตร
1.8 ขอบบนของตาข่ายต้องมีแถบผ้าสีขาวพับสอง ขนาดกว้าง 75 มิลลิเมตร ทับบนเชือกหรือลวดที่ร้อยตลอดแถบผ้าขาว
1.9 เชือกหรือลวดต้องมีขนาดพอที่จะขึงให้ตึงเต็มที่กับหัวเสา
1.10 สุดขอบบนตาข่ายต้องสูงจากพื้นที่ตรงกึ่งกลางสนาม 1.524 เมตร และ 1.55 เมตร เหนือเส้นเขตข้างของประเภทคู่
1.11 ต้องไม่มีช่องว่างระหว่างสุดปลายตาข่ายกับเสา ถ้าจำเป็นต้องผูกร้อยปลายตาข่ายทั้งหมดกับเสา
2. ลูกขนไก่
2.1 ลูกขนไก่อาจทำจากวัสดุธรรมชาติ หรือวัสดุสังเคราะห์ ไม่ว่าลูกนั้นจะทำจากวัสดุชนิดใดก็ตาม ลักษณะวิถีวิ่งทั่วไป จะต้องเหมือนกับลูกซึ่งทำจากขนธรรมชาติ ฐานเป็นหัวไม้ก๊อก หุ้มด้วยหนังบาง
2.2 ลูกขนไก่ต้องมีขน 16 อัน ปักอยู่บนฐาน
2.3 วัดจากปลายขนถึงปลายสุดของฐาน โดยความยาวของขนในแต่ละลูกจะเท่ากันหมด ระหว่าง 62 มิลลิเมตร ถึง 70 มิลลิเมตร
2.4 ปลายขนแผ่เป็นรูปวงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 58 มิลลิเมตร ถึง 68 มิลลิเมตร
2.5 ขนต้องมัดให้แน่นด้วยเส้นด้าย หรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม
2.6 ฐานของลูกต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 25 มิลลิเมตร ถึง 28 มิลลิเมตร และส่วนล่างมนกลม
2.7 ลูกขนไก่จะมีน้ำหนักตั้งแต่ 4.74 ถึง 5.50 กรัม
2.8 ลูกขนไก่ที่ไม่ใช้ขนธรรมชาติ
2.8.1 ใช้วัสดุสังเคราะห์แทนขนธรรมชาติ
2.8.2 ฐานลูก ดังที่ได้กำหนดไว้ในกติกาข้อ 2.6
2.8.3 ขนาดและน้ำหนักของลูกต้องเป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้ในกติกาข้อ 2.3, 2.4 และ 2.7 อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของความถ่วงจำเพาะ และคุณสมบัติของวัสดุสังเคราะห์โดยการเปรียบเทียบกับขนธรรมชาติ ยอมให้มีความแตกต่างได้ถึง 10%
2.9 เนื่องจากมิได้กำหนดความแตกต่างในเรื่องลักษณะทั่วไป ความเร็วและวิถีวิ่งของลูกอาจมีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะดังกล่าวข้างต้น ได้โดยการอนุมัติจากองค์กรแห่งชาติที่เกี่ยวข้องในที่ซึ่งสภาพความกดอากาศสูงหรือสภาพดินฟ้าอากาศ เป็นเหตุให้ลูกขนไก่ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เหมาะสม
3. การทดสอบความเร็วของลูก
3.1 การทดสอบ ให้ยืนหลังเส้นเขตหลังแล้วตีลูกใต้มืออย่างสุดแรง โดยจุดสัมผัสลูกอยู่เหนือเส้นเขตหลัง ลูกจะพุ่งเป็นมุมสูง และอยู่ในแนวขนานกับเส้นเขตข้าง
3.2 ลูกที่มีความเร็วถูกต้อง จะตกห่างจากเส้นเขตหลังของอีกด้านหนึ่งไม่น้อยกว่า 530 มิลลิเมตร และไม่มากกว่า 990 มิลลิเมตร (ภาพผัง ข.)
ภาพผัง ข.
4. แร็กเกต
4.1 เฟรมของแร็กเกตยาวทั้งหมดไม่เกิน 680 มิลลิเมตร และกว้างทั้งหมดไม่เกิน 230 มิลลิเมตร ส่วนต่าง ๆ ที่สำคัญได้อธิบายไว้ในกติกาข้อ 4.1.1 ถึง 4.1.5 และได้แสดงไว้ในภาพผัง ค.
ภาพผัง ค.
4.1.1 ด้านจับ เป็นส่วนของแร็กเกตที่ผู้เล่นใช้จับ
4.1.2 พื้นที่ขึงเอ็น เป็นส่วนของแร็กเกตที่ผู้เล่นใช้ตีลูก
4.1.3 หัว บริเวณที่ใช้ขึงเอ็น
4.1.4 ก้าน ต่อจากด้ามจับถึงหัว (ขึ้นอยู่กับกติกาข้อ 4.1.5)
4.1.5 คอ (ถ้ามี) ต่อก้านกับขอบหัวตอนล่าง
4.2 พื้นที่ขึงเอ็น
4.2.1 พื้นที่ขึงเอ็นต้องแบนราบ ด้วยการร้อยเอ็นเส้นขวางขัดกับเส้นยืนแบบการขึงเอ็นทั่วไป โดยพื้นที่ตอนกลาง ไม่ควรทึบน้อยกว่าตอนอื่น ๆ
4.2.2 พื้นที่ขึงเอ็นต้องยาวทั้งหมดไม่เกิน 280 มิลลิเมตร และกว้างทั้งหมดไม่เกิน 220 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตามอาจขึงไปถึงคอเฟรม หากความกว้างที่เพิ่มของพื้นที่ขึงเอ็นนั้นไม่เกิน 35 มิลลิเมตรและความยาวทั้งหมดของพื้นที่ขึงเอ็นต้องไม่เกิน 330 มิลลิเมตร
4.3 แร็กเกต
4.3.1 ต้องปราศจากวัตถุอื่นติดอยู่ หรือยื่นออกมา ยกเว้นจากส่วนที่ทำเพื่อจำกัดและป้องกันการสึกหรอ ชำรุดเสียหาย การสั่นสะเทือน การกระจายน้ำหนัก หรือการพันด้ามจับให้กระชับมือผู้เล่น และมีความเหมาะสมทั้งขนาดและการติดตั้งสำหรับวัตถุประสงค์ดังกล่าว
4.3.2 ต้องปราศจากสิ่งประดิษฐ์อื่น ๆ ที่ช่วยให้ผู้เล่นเปลี่ยนรูปทรงของแร็กเกต
5. การยอมรับอุปกรณ์
สหพันธ์แบดมินตันนานาชาติ จะกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับปัญหาของแร็กเกต ลูกขนไก่ หรืออุปกรณ์ต้นแบบ ซึ่งใช้ในการเล่นแบดมินตันให้เป็นไปตามข้อกำหนดต่าง ๆ กฏเกณฑ์ดังกล่าวอาจเป็นการริเริ่มของสหพันธ์เองหรือจากการยื่นความจำนงของคณะบุคคล ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอย่างแท้จริงกับผู้เล่น ผู้ผลิต หรือองค์กรแห่งชาติหรือสมาชิกขององค์กรนั้น ๆ
6. การเสี่ยง
6.1 ก่อนเริ่มเล่น จะต้องทำการเสียง ฝ่ายที่ชนะการเสียง มีสิทธิ์เลือกตามกติกาข้อ 6.1.1 หรือ 6.1.2
6.1.1 ส่งลูกหรือรับลูกก่อน
6.1.2 เริ่มเล่นจากสนามข้างใดข้างหนึ่ง
6.2 ฝ่ายที่แพ้การเสี่ยง มีสิทธิ์ที่เหลือจากการเลือก
7. ระบบการนับคะแนน
7.1 แมทช์หนึ่งต้องชนะให้ได้มากที่สุดใน 3 เกม เว้นแต่จะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น
7.2 ในประเภทชายคู่และประเภทชายเดี่ยว ฝ่ายที่ได้ 15 คะแนนก่อนเป็นฝ่ายชนะในเกมนั้น ยกเว้นตามที่ได้กำหนดไว้ในกติกาข้อ 7.5
7.3 ในประเภทหญิงเดี่ยว หญิงคู่ คู่ผสม ฝ่ายที่ได้ 11 คะแนนก่อนเป็นฝ่ายชนะในเกมนั้น ยกเว้นตามที่ได้กำหนดไว้ในกติกาข้อ 7.5
7.4 ฝ่ายส่งลูกเท่านั้น เป็นฝ่ายได้คะแนน (ดูกติกาข้อ 10.3 หรือ 11.5)
7.5 ถ้าได้ 14 คะแนนเท่ากัน (10 คะแนนเท่ากันในประเภทหญิงเดี่ยว หญิงคู่ คู่ผสม) ฝ่ายที่ได้ 14 (10) คะแนนก่อน มีสิทธิ์เลือกในกติกาข้อ 7.5.1 หรือ 7.5.2:-
7.5.1 ต่อเกมนั้นถึง 15 (11) คะแนน กล่าวคือ ไม่เล่นต่อ ในเกมนั้น หรือ
7.5.2 เล่นต่อ เกมนั้นถึง 17 (13) คะแนน
7.6 ฝ่ายชนะ เป็นฝ่ายส่งลูกก่อนในเกมต่อไป
8. การเปลี่ยนข้าง
8.1 ผู้เล่นจะเปลี่ยนข้าง :-
8.1.1 หลังจากจบเกมที่ 1
8.1.2 ก่อนเริ่มเล่นเกมที่ 3 (ถ้ามี) และ
8.1.3 ในเกมที่ 3 หรือในการแข่งขันเกมเดียว เมื่อคะแนนนำถึง 6 คะแนน สำหรับเกม 11 คะแนน / 8 คะแนน สำหรับเกม 15 คะแนน
8.2 ถ้าผู้เล่นลืมเปลี่ยนข้างตามที่ได้ระบุไว้ในกติกาข้อ 8.1 ผู้เล่นต้องเปลี่ยนข้างทันทีที่รู้ตัวและลูกไม่อยู่ในการเล่น และให้นับนับคะแนนต่อจากคะแนนที่ได้ในขณะนั้น
9. การส่งลูก
9.1 ในการส่งลูกที่ถูกต้อง
9.1.1 ทั้งสองฝ่ายต้องไม่ประวิงเวลาให้เกิดความล่าช้าในการส่งลูกทันทีที่ผู้ส่งลูก และผู้รับลูกอยู่ในท่าพร้อมแล้ว
9.1.2 ผู้ส่งลูกและผู้รับลูก ต้องยืนในสนามส่งลูกทะแยงมุมตรงข้ามโดยเท้าไม่เหยียบเส้นเขตของสนามส่งลูก
9.1.3 บางส่วนของเท้าทั้งสองของผู้ส่งลูกและผู้รับลูก ต้องแตะพื้นสนามในท่านิ่งตั้งแต่เริ่มส่งลูก (กติกาข้อ 9.4) จนกระทั่งส่งลูกแล้ว (กติกาข้อ 9.5)
9.1.4 จุดสัมผัสแรกของแร็กเกตผู้ส่งต้องตีที่ฐานของลูก
9.1.5 ทุกส่วนของลูกจะต้องอยู่ต่ำกว่าเอวของผู้ส่ง ขณะที่แร็กเกตสัมผัสลูก
9.1.6 ก้านแร็กเกตของผู้ส่งลูกในขณะตีลูก ต้องชี้ลงต่ำจนเห็นได้ชัดว่า ส่วนหัวทั้งหมดของแร็กเกตอยู่ต่ำกว่าทุกส่วนของมือที่จับแร็กเกตของผู้ส่งลูก ตามภาพผัง ง.
9.1.7 การเคลื่อนแร็กเกตของผู้ส่งลูกไปข้างหน้า ต้องต่อเนื่องจากการเริ่มส่งลูก (กติกาข้อ 9.4) จนกระทั่งได้ส่งลูกแล้ว และ
9.1.8 วิถีลูกจะพุ่งขึ้นจากแร็กเกตของผู้ส่งลูกข้ามตาข่าย และถ้าปราศจากการสะกัดกั้น ลูกจะตกลงบนพื้นสนามส่งลูกของผู้รับลูก (กล่าวคือ บนหรือภายในเส้นเขต)
9.2 ถ้าการส่งลูกไม่ถูกต้อง ตามกติกาของข้อ 9.1.1 ถึง 9.1.8 ถือว่าฝ่ายทำผิด เสีย (กติกาข้อ 13)
9.3 ถือว่า เสีย ถ้าผู้ส่งลูกพยายามจะส่งลูก โดยตีไม่ถูกลูก
9.4 เมื่อผู้เล่นอยู่ในท่าพร้อมแล้ว การเคลื่อนแร็กเกตไปข้างหน้าของผู้ส่งลูกถือว่า เริ่มส่งลูก
9.5 ถือว่าได้ส่งลูกแล้ว (กติกาข้อ 9.4) ถ้าแร็กเกตของผู้ส่งสัมผัสลูกหรือพยายามจะส่งลูกแต่ตีไม่ถูกลูก
9.6 ผู้ส่งลูกจะส่งลูกไม่ได้ถ้าผู้รับลูกยังไม่พร้อม แต่ถือว่าผู้รับลูกพร้อมแล้วถ้าพยายามตีลูกที่ส่งมากลับไป
9.7 ในประเภทคู่ คู่ขาจะยืน ณ ที่ใดก็ได้ โดยไม่บังผู้ส่งลูกและผู้รับลูก
10. ประเภทเดี่ยว
10.1 สนามส่งลูกและรับลูก
10.1.1 ผู้เล่นจะส่งลูกและรับลูกในสนามส่งลูกด้านขวา เมื่อผู้ส่งลูกทำคะแนนไม่ได้ หรือคะแนนที่ได้เป็นเลขคู่ในเกมนั้น
10.1.2 ผู้เล่นจะส่งลูกและรับลูกในสนามส่งลูกด้านซ้าย เมื่อผู้ส่งลูกได้คะแนนเป็นเลขคี่ในเกมนั้น
10.2 ผู้ส่งลูกและรับลูกจะตีโต้ลูกจนกว่าจะเกิด เสีย หรือลูกไม่อยู่ในการเล่น
10.3 คะแนนและการส่งลูก
10.3.1 ถ้าผู้รับทำเสีย หรือลูกไม่อยู่ในการเล่นเพราะตกลงบนพื้นสนามของผู้รับ ผู้ส่งลูกได้คะแนน ผู้ส่งจะได้ส่งลูกต่อไปในสนามส่งอีกด้านหนึ่ง
10.3.2 ถ้าผู้ส่งทำเสีย หรือลูกไม่อยู่ในการเล่นเพราะตกลงบนพื้นสนามของผู้ส่ง ผู้ส่งหมดสิทธิ์การส่งลูก และผู้รับก็จะได้เป็นผู้ส่งลูก โดยผู้เล่นทั้งสองฝ่ายไม่ได้คะแนน
11.ประเภทคู่
11.1 เมื่อเริ่มเล่นแต่ละครั้ง ฝ่ายที่ได้สิทธิ์ส่ง ต้องเริ่มส่งจากสนามส่งลูกด้านขวา
11.2 ผู้รับลูกเท่านั้นเป็นผู้ตีลูกกลับไป ถ้าลูกถูกตัว หรือคู่ขาของผู้รับตีลูก ถือว่า เสีย ผู้ส่งลูกได้ 1 คะแนน
11.3 ลำดับการเล่นและตำแหน่งยืนในสนาม
11.3.1 หลังจากได้รับลูกที่ส่งมาแล้ว ผู้เล่นของฝ่ายส่งคนหนึ่งคนใดตีลูกกลับไป และผู้เล่นคนหนึ่งคนใดของฝ่ายรับโต้ลูกกลับมา เป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่า ลูกไม่อยู่ในการเล่น
11.3.2 หลังจากได้รับลูกที่ส่งมาแล้ว ผู้เล่นคนหนึ่งคนใดจะตีโต้ลูกจากที่ใดก็ได้ภายในสนามของตนโดยมีตาข่ายกั้น
11.4 สนามส่งลูกและรับลูก
11.4.1 ผู้เล่นมีสิทธิ์ส่งตอนเริ่มต้นของแต่ละเกม จะส่งหรือรับลูกในสนามส่งด้านขวา เมื่อผู้เล่นฝ่ายนั้นไม่ได้คะแนน หรือคะแนนในเกมนั้นเป็นเลขคู่ และในสนามส่งลูกด้านซ้ายเมื่อคะแนนในเกมนั้นเป็นเลขคี่
11.4.2 ผู้เล่นที่เป็นผู้รับตอนเริ่มต้นของแต่ละเกม จะรับหรือส่งลูกในสนามส่งลูกด้านขวา เมื่อผู้เล่นฝ่ายนั้นไม่ได้คะแนน หรือคะแนนในเกมนั้นเป็นเลขคู่ และในสนามส่งลูกด้านซ้าย เมื่อคะแนนในเกมนั้นเป็นเลขคี่
11.4.3 ให้คู่ขาของผู้เล่นปฏิบัติในทางกลับกัน
11.5 คะแนนและการส่งลูก
11.5.1 ถ้าฝ่ายรับทำ เสีย หรือลูกไม่อยู่ในการเล่น เพราะลูกตกลงบนพื้นสนามของฝ่ายรับ ฝ่ายส่งได้ 1 คะแนน และผู้ส่งยังคงได้ส่งลูกต่ออีก
11.5.2 ถ้าฝ่ายส่งทำ เสีย หรือลูกไม่อยู่ในการเล่น เพราะลูกตกลงบนพื้นสนามของฝ่ายส่ง ผู้ส่งหมดสิทธิ์ส่งลูก โดยผู้เล่นทั้งสองฝ่ายไม่ได้คะแนน
11.6 การส่งลูกทุกครั้ง ต้องส่งจากสนามส่งลูก สลับกันไป ยกเว้นตามที่ได้กำหนดไว้ในกติกาข้อ 12 และ ข้อ 14
11.7 ในการเริ่มต้นเกมใดก็ตาม ผู้มีสิทธิ์ส่งลูกคนแรก ส่งลูกจากสนามด้านขวาไปยังผู้รับลูกคนแรกและจากนั้นไปยังคู่ขาของผู้รับตามลำดับไป จนกระทั่งเสียสิทธิ์และเปลี่ยนส่งไปให้ฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องเริ่มส่งจากสนามด้านขวา (กติกาข้อ 11.4) จากนั้นจะให้คู่ขาส่ง จะเป็นเช่นนี้ตลอดไป
11.8 ห้ามผู้เล่นส่งลูกก่อนถึงเวลาที่ตนเป็นผู้ส่ง หรือรับลูกก่อนถึงเวลาที่ตนเป็นผู้รับ หรือรับลูกติดต่อกันสองครั้งในเกมเดียวกัน ยกเว้นตามที่ได้กำหนดไว้ในกติกาข้อ 12 และ 14
11.9 ผู้เล่นคนหนึ่งคนใดของฝ่ายชนะ จะเป็นผู้ส่งลูกก่อนในเกมต่อไปก็ได้ และผู้เล่นคนหนึ่งคนใดของฝ่ายแพ้จะเป็นผู้รับลูกก่อนก็ได้
12. ความผิดในสนามส่งลูก
12.1 ความผิดในสนามส่งลูกเกิดขึ้นเมื่อผู้เล่น
12.1.1 ส่งลูกก่อนถึงเวลาที่ตนเป็นผู้ส่ง
12.1.2 ส่งลูกจากสนามส่งลูกที่ผิด หรือ
12.1.3 ยืนผิดสนามและได้เตรียมพร้อมที่จะรับลูกที่ส่งมา
12.2 ถ้าพบความผิดในสนามส่งลูกก่อนส่งลูกครั้งต่อไป
12.2.1 หากฝ่ายหนึ่งทำผิดและชนะในการตีโต้ ให้ เอาใหม่
12.2.2 หากฝ่ายหนึ่งทำผิดและแพ้ในการตีโต้ ไม่มีการแก้ไขความผิด
12.2.3 หากทั้งสองฝ่ายทำความผิดด้วยกัน ให้ เอาใหม่
12.3 ถ้ามีการ เอาใหม่ เพราะความผิดในสนามส่งลูก ให้เล่นใหม่พร้มกับแก้ไข
12.4 ถ้าพบความผิดในสนามส่งลูกหลังจากได้ส่งลูกครั้งต่อไปแล้ว จะไม่มีการแก้ไขความผิดนั้น ให้เล่นต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนสนามส่งลูกใหม่ของผู้เล่น (หรือให้เปลี่ยนลำดับใหม่ของการส่งลูกในกรณีเดียวกัน)
13. การทำเสีย
13.1 ถ้าการส่งลูกไม่ถูกต้อง (กติกาข้อ 9.1) หรือตามกติกาข้อ 9.3 หรือ 11.2
13.2 ถ้าในขณะเล่น ลูกขนไก
13.2.1 ตกลงบนพื้นนอกเส้นเขตสนาม (กล่าวคือ ไม่อยู่บนหรือภายในเส้นเขตสนาม)
13.2.2 ลอดผ่านหรือลอดใต้ตาข่าย
13.2.3 ไม่ข้ามตาข่าย
13.2.4 ถูกเพดาน หรือ ฝาผนัง
13.2.5 ถูกตัวผู้เล่น หรือเครื่องแต่งกายผู้เล่น
13.2.6 ถูกวัตถุหรือตัวบุคคลภายนอกที่อยู่ใกล้เคียงล้อมรอบสนาม (ในกรณีที่มีความจำเป็นเกี่ยวกับโครงสร้างของตัวอาคารผู้มีอำนาจเกี่ยวกับแบดมินตันท้องถิ่น อาจวางกฎเพิ่มเติมเกี่ยวกับลูกถูกสิ่งกีดขวางได้ ทั้งนี้ ย่อมแล้วแต่สิทธิความเห็นชอบของภาคีสมาชิก)
13.3 ถ้าในระหว่างการเล่น ผู้เล่นตีลูกก่อนที่ลูกข้ามตาข่ายมาในเขตสนามของตัวเอง (อย่างไรก็ดี ผู้ตีอาจใช้แร็กเกตตามลูกข้ามตาข่ายในระหว่างตีลูก)
13.4 ถ้าลูกอยู่ในระหว่างการเล่น ผู้เล่น
13.4.1 ถูกตาข่ายหรืออุปกรณ์ที่ขึง ด้วยแร็กเกต ด้วยตัว หรือด้วยเครื่องแต่งกาย
13.4.2 ล้ำบนตาข่ายเข้าไปในเขตสนามของคู่ต่อสู้ ด้วยแร็กเกต ด้วยตัว ยกเว้นตามที่ได้รับอนุญาตไว้ในกติกาข้อ 13.3
13.4.3 ล้ำใต้ตาข่ายเข้าไปในเขตสนามของคู่ต่อสู้ด้วยแร็กเกต หรือด้วยตัว จนเป็นการกีดขวางหรือทำลายสมาธิคู่ต่อสู้
13.4.4 กีดขวางคู่ต่อสู้ กล่าวคือ กันไม่ให้คู่ต่อสู้ตีลูกที่ข้ามตาข่ายมาอย่างถูกต้องตามกติกา
13.5 ถ้าในระหว่างการเล่น ผู้เล่นคนหนึ่งคนใดจงใจทำลายสมาธิคู่ต่อสู้ด้วยการกระทำต่าง ๆ เช่น ร้องตะโกนหรือแสดงท่าทาง
13.6 ถ้าระหว่างการเล่น ลูกขนไก่
13.6.1 ติดอยู่ในแร็กเกต แล้วถูกเหวี่ยงออกไปในระหว่างตีลูก
13.6.2 ถูกตีสองครั้งติดต่อกัน โดยผู้เล่นคนเดียวกัน
13.6.3 ถูกตีโดยผู้เล่นคนหนึ่ง และคู่ขาของผู้เล่นคนนั้นติดต่อกัน หรือ
13.6.4 ถูกแร็กเกตของผู้เล่นคนหนึ่ง แล้วลอยไปทางท้ายสนามด้านหลังของผู้เล่นคนนั้น
13.7 ถ้าผู้เล่นทำผิดอย่างโจ่งแจ้ง ซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือผิดพลาดอยู่ตลอด ตามกติกาข้อ 16
13.8 ถ้าหลังจากส่งลูกแล้วลูกไปติดและค้างอยู่บนตาข่าย หรือลูกข้ามตาข่ายแล้วติดค้างอยู่ในตาข่าย
14. การ "เอาใหม่"
14.1 การ เอาใหม่ จะขานโดยกรรมการผู้ตัดสิน หรือ โดยผู้เล่น (ถ้าไม่มีกรรมการผู้ตัดสิน) ขานให้หยุดเล่น ในกรณีที่
14.1.1 ถ้าผู้ส่งลูก ส่งลูกโดยที่ผู้รับลูกยังไม่พร้อม (ดูกติกาข้อ 9.6)
14.1.2 ถ้าในระหว่างการส่งลูก ผู้รับและผู้ส่งลูกทำเสีย พร้อมกันทั้งสองฝ่ายในเวลาเดียวกัน
14.1.3 ถ้าลูกไปติดและค้างอยู่บนตาข่าย หรือลูกข้ามตาข่ายแล้วติดค้างอยู่ในตาข่ายยกเว้นในการส่งลูก
14.1.4 ถ้าในระหว่างการเล่น ลูกขนไก่แตกแยกออกเป็นส่วน ๆ และฐานแยกออกจากส่วนที่เหลือของลูกโดยสิ้นเชิง
14.1.5 ถ้ากรรมการกำกับเส้นมองไม่เห็น และกรรมการผู้ตัดสินไม่สามารถตัดสินใจได้
14.1.6 สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นเนื่องจากความผิดในสนามส่งลูก ตามที่ระบุในกติกาข้อ 12.2.1 หรือ 12.2.3 หรือ
14.1.7 สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดมาก่อน หรือโดยเหตุบังเอิญ
14.2 เมื่อมีการ เอาใหม่ การเล่นหลังจากการส่งลูกครั้งสุดท้ายถือเป็นโมฆะ และผู้เล่นที่ส่งลูกจะได้ส่งลูกอีกครั้งหนึ่ง ยกเว้นหากเป็นไปตามกติกาข้อ 12
15. ลูกไม่อยู่ในการเล่น
ลูกไม่อยู่ในการเล่น เมื่อ
15.1 ลูกชนตาข่ายแล้วติดอยู่ที่ตาข่าย หรือค้างอยู่บนขอบตาข่าย
15.2 ลูกชนตาข่ายหรือเสาตาข่ายแล้วตกลงบนพื้นสนามในด้านของผู้ตีลูก
15.3 ลูกถูกพื้นสนาม หรือ
15.4 เกิดการ เสีย หรือการ "เอาใหม่"
16. การเล่นต่อเนื่อง, การทำผิด, การลงโทษ
16.1 การเล่นต้องต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มส่งลูกครั้งแรกจนสิ้นสุดการแข่งขัน ยกเว้นตามที่ได้อนุญาตไว้ในกติกาข้อ 16.2 และ 16.3
16.2 พักระหว่างการจบเกมที่ 1 และเริ่มเกมที่ 2 ได้ไม่เกิน 90 วินาที และไม่เกิน 5 นาที ระหว่างจบเกมที่ 2 และเริ่มเกมที่ 3 อนุญาตสำหรับทุกแมทช์ของการแข่งขัน (ในการแข่งขันที่มีการถ่ายทอดโทรทัศน์ กรรมการผู้ชี้ขาดอาจตัดสินใจก่อนเริ่มการแข่งขันว่า การพักตามกติกาข้อ 16.2 อยู่ในอาณัติและเวลากำหนด)
16.3 พักการเล่นเมื่อมีความจำเป็นจากสภาพแวดล้อมที่มิได้อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เล่น กรรมการผู้ตัดสินอาจสั่งให้พักการเล่นชั่วคราวตามที่พิจารณาเห็นว่าจำเป็นภายใต้สภาพแวดล้อมอื่น ๆ ที่ผิดปกติ กรรมการผู้ชี้ขาดอาจแนะนำให้กรรมการผู้ตัดสินพักการเล่น
16.3.1 เมื่อมีความจำเป็นจากสภาพแวดล้อมที่มิได้อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เล่น กรรมการผู้ตัดสินอาจสั่งให้พักการเล่นชั่วคราวตามที่พิจารณาเห็นว่าจำเป็น
16.3.2 ภายใต้สภาพแวดล้อมอื่น ๆ ที่ผิดปกติ กรรมการผู้ชี้ขาดอาจแนะนำให้กรรมการผู้ตัดสินพักการเล่น
16.3.3 ถ้ามีการพักการเล่น คะแนนที่ได้จะอยู่คงเดิม และจะเริ่มใหม่จากคะแนนนั้น
16.4 การถ่วงเวลาการเล่น
16.4.1 ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น ห้ามถ่วงเวลาการเล่นเพื่อให้ผู้เล่นฟื้นคืนกำลัง หรือหายเหนื่อย
16.4.2 กรรมการผู้ตัดสินจะวินิจฉัยความล่าช้าแต่เพียงผู้เดียว
16.5 คำแนะนำและการออกนอกสนาม
16.5.1 ห้ามผู้เล่นรับคำแนะนำระหว่างการแข่งขัน ยกเว้นการพักตามกติกาข้อ 16.2 และ 16.3
16.5.2 ห้ามผู้เล่นเดินออกนอกสนามระหว่างการแข่งขันโดยมิได้รับอนุญาตจากกรรมการผู้ตัดสิน ยกเว้นระหว่างพัก 5 นาที ตามที่ได้กำหนดไว้ในกติกาข้อ 16.2
16.6 ผู้เล่นต้องไม่จงใจถ่วงเวลา หรือพักการเล่น, จงใจแปลงหรือทำลายลูกเพื่อเปลี่ยนความเร็วและวิถี, แสดงกิริยาก้าวร้าว หรือกระทำผิดนอกเหนือกติกา
16.7 กรรมการผู้ตัดสินจะต้องดำเนินการกับความผิดตามกติกาข้อ 16.4, 16.5 หรือ 16.6 โดย
16.7.1 เตือนผู้กระทำผิด
16.7.2 ตัดสิทธิ์ผู้กระทำผิดหลังจากได้เตือนก่อนแล้ว
16.7.3 ในกรณีผิดอย่างเห็นได้ชัด หรือผิดอยู่ตลอด ให้ตัดสิทธิ์ผู้กระทำผิด แล้วรายงานให้กรรมการผู้ชี้ขาดทราบทันที ซึ่งกรรมการผู้ชี้ขาดมีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำผิดออกจากการแข่งขัน
17. กรรมการสนามและการอุทธรณ์
17.1 กรรมการผู้ชี้ขาดเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบการแข่งขันทั้งหมด
17.2 หากมีการแต่งตั้ง กรรมการผู้ตัดสิน ให้มีหน้าที่ควบคุมการแข่งขัน สนาม และบริเวณโดยรอบสนามแข่งขัน กรรมการผู้ตัดสินต้องรายงานต่อกรรมการผู้ชี้ขาด
17.3 กรรมการกำกับการส่งลูกเป็นผู้ขาน เสีย สำหรับการส่งลูกที่ผู้ส่งลูกเป็นผู้กระทำผิด (กติกาข้อ 9)
17.4 กรรมการกำกับเส้นเป็นผู้ให้สัญญาณ ดี หรือ ออก ในเส้นเขตที่ได้รับมอบหมาย
17.5 การตัดสินใจเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทั้งหมดของกรรมการสนามที่รับผิดชอบถือว่าสิ้นสุด
17.6 กรรมการผู้ตัดสินจะต้อง
17.6.1 ควบคุมการแข่งขันให้ดำเนินไปภายใต้กฏกติกาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาน เสีย หรือ เอาใหม่ เมื่อมีกรณีเกิดขึ้น
17.6.2 ตัดสินคำอุทธรณ์เกี่ยวกับการโต้แย้ง ซึ่งมีขึ้นก่อนการส่งลูกครั้งต่อไป
17.6.3 แน่ใจว่า ผู้เล่นและผู้ชมได้ทราบถึงความคืบหน้าของการแข่งขัน
17.6.4 แต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการกำกับเส้น หรือกรรมการกำกับการส่งลูก หลังจากได้ปรึกษากับกรรมการผู้ชี้ขาดแล้ว
17.6.5 หากไม่มีการแต่งตั้งกรรมการสนามอื่น จะต้องปฏิบัติหน้าที่นั้นให้เรียบร้อย
17.6.6 หากกรรมการสนามที่ได้รับการแต่งตั้งมองไม่เห็น ต้องดำเนินการในหน้าที่ของกรรมการนั้น หรือให้ “เอาใหม่”
17.6.7 บันทึกและรายงานต่อกรรมการผู้ชี้ขาดทุกเรื่องที่เกี่ยวกับกติกาข้อ 16 และ
17.6.8 เสนอคำอุทธรณ์ที่ไม่พึงพอใจในปัญหาเกี่ยวกับกติกาต่อกรรมการผู้ชี้ขาด (คำอุทธรณ์ดังกล่าว จะต้องเสนอก่อนการส่งลูกครั้งต่อไป หรือเมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลงก่อนที่ฝ่ายอุทธรณ์จะเดินออกจากสนาม)
บทความพิเศษ : โทษของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม
สวัสดีครับเพื่อนๆ กลับมาพบกับผม Dr.UBA กันอีกครั้งนะครับ วันนี้ บทความพิเศษของเรา จะขอนำเสนอ บทความเรื่องโทษของการไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายสิ่งแวดล้อม กันนะครับ เป็นที่รู้กันดีว่าในปัจจุบัน ตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือรายการทีวี จะมีข่าวเรื่องผลกระทบจากการ ปล่อยน้ำเสีย ลงสู่ แหล่งน้ำสาธารณะ หรือ ชุมชนกันมากมาย หลายแห่งพบว่ามีการ ลักลอบนำน้ำเสียที่ยังไม่ได้รับการบำบัดมาทิ้งไว้ ซึ่งส่งผลกระทบมากมายทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในบริเวณนั้น
ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เกิดจากการที่ผู้ประกอบการ ไม่ใส่ใจและไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ประกาศใช้ ดังนั้น วันนี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจและรับรู้ถึงโทษของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ผม Dr.UBA ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำและน้ำเสีย จึงขอยกตัวอย่าง บทกำหนดโทษของผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม มาให้ลองอ่านกันดูนะครับ
ตัวอย่างโทษของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม
๑. กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เป็นความผิดทางอาญา หรือที่เรียกว่า Environmental Crime นั้น อาจแยกฐานความผิดได้ ๓ ประการ ประการแรก คือ ความผิดเนื่องจากการก่อให้เกิดมลพิษ ประการที่สอง คือ ความผิดฐานละเว้นไม่ปฏิบัติตามมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และประการที่สาม คือ ความผิดฐานกระทำผิดเงื่อนไข ที่เจ้าพนักงานอนุญาตหรือคำเตือนที่เจ้าพนักงานแจ้งให้ทราบ โดยภาพรวม แล้วกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีโทษทางอาญาของประเทศไทย เป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับทฤษฎีดังกล่าวอยู่แล้ว ข้อที่น่าสังเกตคือ การกระทำที่จะเป็นความผิดกฎหมายอาญาสิ่งแวดล้อมนี้ เนื่องจากเป็นกฎหมายเทคนิค (technical law) กล่าวคือ ที่เป็นความผิดทางอาญาเพราะกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด (Mala prohibit) เช่น ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจร ไม่ใช่เพราะเป็นความผิดต่อเมื่อมีเจตนา (Mala in se) อย่างเช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ ดังนั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายอาญาสิ่งแวดล้อมนี้ จึงควรเป็นความผิดที่ไม่ต้องการเจตนาเป็นองค์ประกอบความผิด
๒. กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เป็นความรับผิดทางแพ่ง กฎหมายที่กล่าวถึงความรับผิดทางแพ่งที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนั้น ได้แก่
๒.๑ ความรับผิดทางแพ่งตามพระราชบัญญัติซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ บทบัญญัติที่สำคัญได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕ บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๖ และมาตรา ๙๗ ซึ่งให้ผู้ที่เป็นต้นเหตุแห่งความเสียหาย ที่เกิดขึ้นแก่สิ่งแวดล้อมและหรือทรัพยากรธรรมชาติ เป็นผู้จ่ายค่าเสียหายทั้งหมด ทั้งนี้เป็นไปตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (The polluter pays principle) หลักนี้อธิบายได้ว่า ผู้ก่อให้เกิดมลพิษ จะต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารจัดการระบบการกำจัดมลพิษ เช่น ค่าบำบัดน้ำเสีย ค่าเก็บขยะ นอกจากนี้ จะต้องรับผิดชอบในค่าเสียหาย ที่เป็นผลมาจากมลพิษที่ตนเองก่อให้เกิดด้วย เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดและกำจัดน้ำมันที่รั่วไหลจากโรงงานของตน ที่รัฐต้องจ่ายไป12 มาตรา ๙๖ เป็นความรับผิดในความเสียหายที่ก่อให้เกิดมลพิษ ซึ่งเอกชนที่ได้รับความเสียหาย และรัฐมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน บัญญัติว่า “แหล่งกำเนิดมลพิษใด ก่อให้เกิดหรือเป็นแหล่งกำเนิดของการรั่วไหล หรือแพร่กระจายของมลพิษ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายหรือสุขภาพอนามัย หรือเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นหรือของรัฐเสียหายด้วยประการใด ๆ เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น มีหน้าที่ ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายเพื่อการนั้น ไม่ว่าการรั่วไหล หรือแพร่กระจายของมลพิษนั้น จะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ของเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่า มลพิษเช่นว่านั้น เกิดจาก
(๑) เหตุสุดวิสัยหรือการสงคราม
(๒) การกระทำตามคำสั่งของรัฐบาลหรือเจ้าพนักงานของรัฐ
(๓) การกระทำหรือละเว้นการกระทำของผู้ที่ได้รับอันตราย หรือความเสียหายเองหรือของบุคคลอื่น ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงหรือโดยอ้อม ในการรั่วไหลหรือการแพร่กระจายของมลพิษนั้น
ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหาย ซึ่งเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ มีหน้าที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ทางราชการ ต้องรับภาระจ่ายจริงในการขจัดมลพิษที่เกิดขึ้นด้วย ”
ก็อย่างที่เรารู้กัน ในปัจจุบัน การบังคับใช้กฎหมายและข้อบังคับต่างๆเหล่านี้ อาจจะยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในฐานะผู้ให้บริการด้านสิ่งแวดล้อม ผมอยากจะรณรงค์ให้ ผู้ประกอบการทุกท่าน ดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม มีการจัดการน้ำและน้ำเสียอย่างถูกวิธี ไม่ละเมิดหรือทำในสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายสิ่งแวดล้อมและให้ความร่วมมือกับชุมชน และสังคม ในการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วน ร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืนสืบไป
ดังนั้น หากท่านผู้ประกอบการท่านใด มีความสนใจหรือมีความต้องการในการปรับปรุงหรือพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียและการจัดการน้ำ สามารถโทรมาขอคำปรึกษาได้ฟรี ที่ ยูบีเอ ฮอตไลน์ 02-7893232 ต่อ 127 ครับ พวกเรา ยูบีเอ ยินดีให้บริการ อย่างถูกต้องตามหลักการบริหารจัดการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ครับ
ขอขอบคุณ
ที่มาของบทความจาก : Dr.UBA, http://www.dlo.co.th/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






















.jpg)


















