RSS

การบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม

โดย สราวุธ เบญจกุล 2 มิถุนายน 2554 19:11 น.

    องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกโดยมีวัตถุประสงค์ในการรณรงค์และรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปี 2554 ได้มีแนวคิดหลักในการประสานความร่วมมือจากนานาประเทศเพื่อส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลรักษาป่าไม้ให้อุดมสมบูรณ์ ภายใต้คำขวัญที่ว่า "Forests: Nature at your Service" ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าป่าไม้ถือเป็นแหล่งรวมทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญและสามารถนำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ อาทิเช่น การนำต้นไม้มาใช้เป็นเชื้อเพลิง แปรรูปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆทั้งเครื่องเรือน กระดาษ นอกจากนี้ภูมิปัญญาชาวบ้านยังสามารถนำส่วนประกอบจากต้นไม้มาใช้เป็นสมุนไพรและพัฒนาเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของยาแผนปัจจุบันอีกมากมายหลายชนิด
       
       ประโยชน์ของป่าไม้ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงสิ่งที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ได้โดยตรงเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่น ป่าไม้มีส่วนในการรักษาคุณภาพและควบคุมปริมาณทรัพยากรน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ต้นไม้ในป่าสามารถช่วยดูดซับและกักเก็บปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในปัจจุบัน นอกจากนี้การที่พื้นที่ของป่าไม้ลดลงย่อมมีผลกระทบต่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตต่างๆ สัตว์ป่าหายากบางชนิดต้องสูญพันธ์ไปเพราะขาดผืนป่าที่เป็นบ้าน และแหล่งอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีวิต
       
       องค์การสหประชาชาติเองได้พยายามส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้โดยเสนอแนะแนวทางในการลดปริมาณคาร์บอนด้วยการลดการตัดไม้ทำลายป่าและลดการทำให้ป่าเสื่อมโทรมในประเทศกำลังพัฒนา หรือที่เรียกว่า Reducing Emissions From Deforestation and Forest Degradation (REDD) in developing countries ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือที่เรียกว่า United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) โดยเสนอแนะวิธีการใช้กลไกตลาดให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประเทศที่กำลังพัฒนาเข้าเป็นสมาชิกของ REDD และดำเนินการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและดูแลรักษาป่าไม้ให้อุดมสมบูรณ์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ทั้งนี้หากประเทศที่พัฒนาแล้วมีพันธกรณีตามสนธิสัญญา ที่จะต้องลดปริมาณคาร์บอนแต่ไม่สามารถทำได้ในระดับที่กำหนดไว้ ก็สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศที่กำลังพัฒนากลุ่มนี้เพื่อลดปริมาณคาร์บอนให้เป็นไปตามพันธกรณี ในขณะที่ประเทศที่กำลังพัฒนาก็จะได้รับประโยชน์เป็นจำนวนเงินจากประเทศที่พัฒนาแล้ว
       
       แม้ประเทศไทยจะยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกของ REDD แต่ประเทศไทยก็มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลรักษาป่าไม้ให้อุดมสมบูรณ์อยู่หลายฉบับด้วยกัน เริ่มตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 85 ที่กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการดูแลรักษาทรัพยากรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการจัดให้มีแผนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบและเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวนบำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล รวมถึงการดำเนินการส่งเสริม บำรุงรักษาและคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลรักษาป่าไม้จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นหน้าที่สำคัญประการหนึ่งที่รัฐต้องดำเนินการในการดูแลรักษาทรัพยากรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ของประชาชน
       
       นอกจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ เช่นพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504
       
       พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 เป็นบทบัญญัติของกฎหมายครอบคลุมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ทั้งหมด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครอง บำรุงรักษาป่าไม้อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ และเร่งรัดฟื้นฟูสภาพป่าจากการถูกทำลายอันเป็นเหตุให้สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติขาดความสมดุล เห็นได้จากการที่มาตรา 54 บัญญัติ “ห้ามมิให้ผู้ใด ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการทำลายป่า...” หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 72 ตรี กำหนดให้บุคคลนั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจต้องรับโทษหนักขึ้นในกรณีที่กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ นอกจากนี้ศาลยังมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้กระทำผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำความผิด ออกไปจากป่านั้นได้ด้วย
       
       พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้ โดยกำหนดให้พื้นที่บางส่วนเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งรัฐมีหน้าที่สงวนค้มครองมิให้ถูกบุกรุกและทำลาย การกระทำโดยประการใดๆอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เช่นเข้าไปตัดไม้หรือเผาป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 50,000 บาท เว้นแต่ในบางกรณีเมื่อได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ประชาชนจึงจะสามารถเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในพื้นที่ที่เป็นป่าสงวนได้เป็นการชั่วคราวตามความจำเป็น เช่นการเข้าไปเก็บของป่า หรือการเข้าอยู่อาศัยเป็นการชั่วคราว
       
       พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองและรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เช่น พันธ์ไม้และของป่า สัตว์ป่า ตลอดจนทิวทัศน์ ป่าและภูเขา ให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิม มิให้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไป การเข้าไปดำเนินกิจการใดๆเพื่อหาผลประโยชน์จากอุทยานแห่งชาติจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ต้องไม่มีลักษณะที่เป็นการทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติของอุทยานแห่งชาตินั้น บุคคลใดฝ่าฝืน เช่น เข้าไปเผาป่า หรือทำให้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติต้องเสื่อมสภาพไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังคำพิพากษาฎีกาที่ 5472/2545 ที่ศาลฎีกาพิจารณาถึงความร้ายแรงและผลกระทบจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติประกอบการวินิจฉัยกรณีที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น โดยเห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานยึดได้ชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจำนวนถึง 30 กิโลกรัม เป็นของกลางซึ่งนับว่าเป็นของป่าหวงห้ามจำนวนมาก จำเลยเข้าไปเก็บหาและนำออกไปซึ่งชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจากเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นการลักลอบเก็บหาของป่าหวงห้ามเพื่อนำเอาไปขายทำให้ป่าไม้ถูกทำลายและเสื่อมสภาพ ก่อให้เกิดความแห้งแล้งผืนดินพังทลาย ลำน้ำตื้นเขินหรือเกิดอุทกภัย และเป็นการทำลายเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศนับเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงจการที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยรวมสองกระทงจำคุก 9 เดือน โดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
        
       
       อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์อยู่หลายแห่ง และบางแห่งได้รับการยอมรับจากองค์กร UNESCO (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) ให้เป็นมรดกโลก ได้แก่เขตพื้นที่ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ซึ่งพื้นที่ป่าเหล่านี้ถือเป็นพื้นที่ที่มีพรรณไม้และสัตว์ป่าหายากหลายสายพันธ์ และสมควรที่จะได้รับความร่วมมือในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลรักษาป่าไม้ให้อุดมสมบูรณ์ จากทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือภาคประชาชน นอกเหนือจากกฎหมายที่ดีแล้ว การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมและปวงชนรุ่นหลังที่มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองในการดำรงชีวิตอย่างปกติในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
       
       สราวุธ เบญจกุล

       รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

คดีสิ่งแวดล้อม

หลวงไม่อนุญาตให้ดูดทราย
ยื่นฟ้องได้ที่ “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ศาลปกครอง !



นายเทอดพงศ์ คงจันทร์
อนุกรรมการด้านข้อมูลข่าวสารและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม


               “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ในศาลปกครอง ... เปิดแล้วจ้า !!!
               ป่าวประกาศดังๆ จัดกันไปเต็มๆ เพื่อให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รู้ว่า ถ้ามีปัญหาหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมกับหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วละก้อ
               สามารถมาฟ้องคดีที่ “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ของศาลปกครองที่เพิ่งเปิดทำการทั่วทั้งประเทศกันได้นะพี่น้อง
               แล้วฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ที่เปิดใหม่เนี่ย ... ฟ้องดี ฟ้องง่ายอย่าบอกใครเชียว เพราะว่าเขียนคำฟ้องไม่เป็น มึนๆ งงๆ เริ่มต้นไม่ถูก ก็มีเจ้าหน้าที่ช่วยให้คำแนะนำ
               พยานหลักฐานแนบท้ายคำฟ้อง แนบมาครบไม่ครบ ก็มีท่านตุลาการช่วยพิจารณาตรวจสอบให้ในเบื้องต้น เพื่อจะได้สั่งการให้แก้ไขกันให้ถูกต้อง จะได้เริ่มดำเนินคดีและพิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นโดยเร็วและยุติธรรม !!!
               เรียกได้ว่าศาลปกครองท่านปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร และวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม โดยการตั้ง “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ขึ้น ก็เพื่อเป็นที่พึ่งในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั่นเอง
               เพราะฉะนั้น ลองมาฟังตัวอย่างคดีปกครองสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่ประชาชน และผลจากคำพิพากษาของศาลปกครองในคดีนี้ดูว่า … ศาลปกครองเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนได้อย่างไร
               ความที่จะเล่าต่อไปนี้  มีเนื้อความตามท้องเรื่องเกิดขึ้นที่จังหวัดพังงาปักษ์ใต้บ้านเรา
               ต้นสายปลายเหตุก็คือว่า คุณพี่ท่านหนึ่งแกทำมาหากินเกี่ยวกับการดูดทรายในเขตพื้นที่ อบต. มาหลายปีดีดัก
               คราวนี้พอใกล้จะครบขวบปี ซึ่งถึงเวลาที่จะต้องยื่นขอต่อใบอนุญาตประจำปี พี่แกก็เตรียมหลักฐานไปยื่นที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเรียบร้อย จังหวัดก็เลยส่งเรื่องต่อไปให้ อบต. พิจารณา
               แต่ อบต. พิจารณาแล้ว กลับมีมติไม่เห็นชอบให้ต่อใบอนุญาตให้แก่คุณพี่ซะงั้น !! เหตุที่อ้างก็คือว่าการดูดทรายของบริษัทคุณพี่ทำให้ตลิ่งริมคลองพัง ถนนหนทางเสียหาย
               อบต. เลยส่งเรื่องกลับมาให้ “คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทราย” เสนอเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา
มีคำสั่งไม่ต่อใบอนุญาตตามขั้นตอน
               แต่คณะอนุกรรมการเห็นมติของ อบต. แล้ว ก็อยากจะขอดูให้เห็นกะตาว่า การดูดทรายของบริษัทคุณพี่จะทำให้ตลิ่ง ถนน พังจริงหรือไม่ เลยพากันออกเดินทางไปตรวจสอบพื้นที่
               พอเห็นพื้นที่จริงแล้ว หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่เสร็จเรียบร้อย คณะอนุกรรมการจึงได้ทำรายงานเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตของผู้ว่าราชการจังหวัดว่า การพังทลายของดินไหล่ถนนริมตลิ่งคลอง   เกิดจากฝนตกหนัก ทำให้น้ำไหลไปกัดเซาะ
ไหล่ทาง เพราะว่าถนนไม่มีรางระบายน้ำและท่อลอดใต้ถนน
               และจุดเกิดเหตุดังกล่าว ห่างจากบริเวณที่คุณพี่แกดูดทรายประมาณหนึ่งกิโล
               ส่วนวิธีแก้ไขมิให้ตลิ่งพังจากการกัดเซาะ คณะอนุกรรมการก็เสนอมาพร้อมเสร็จสรรพว่า อาจทำเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง กับให้ขุดลอกร่องน้ำ หรือดูดทราย หรือวิธีการอื่นใด เพื่อเปลี่ยนทิศทางน้ำไหล
               หลังจากนั้น คณะอนุกรรมการก็ได้มีมติไม่ควรต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่คุณพี่คนนี้ แล้วเสนอผู้ว่าพิจารณา
               ผู้ว่าท่านก็รับลูกต่อทันที โดยมีคำสั่งไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่คุณพี่ และมีคำสั่งให้คุณพี่แกหยุดประกอบการดูดทรายด้วย
ณ บัด now !!
               ชิชะๆ ก็ต่อใบอนุญาตกันมาซื่อๆ ทุกปี ... อยู่ดีๆ ปีนี้ ดันมาอ้างว่าบริษัทของกระผมดูดทราย แล้วทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย แล้วไม่ต่อใบอนุญาตกันดื้อๆ ... อย่างนี้มันต้องฟ้องครับปี้น้อง !!!!!
               พี่แกก็เลยมาฟ้องคดีที่ศาลปกครอง ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้ และขอให้ศาลสั่งให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าเสียหายจากการที่พี่แกขาดรายได้ เพราะไม่ได้รับการต่อใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพดูดทรายต่อไป
               คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า ในการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทรายนั้น ข้อ 18 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการอนุญาตให้ดูดทราย พ.ศ. 2523 ได้กำหนดให้ “คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทราย” คำนึงถึงในด้านวิชาการ ในด้านการปกครอง และแม่น้ำลำคลองแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ
               โดยเมื่อพิจารณาในด้านวิชาการ จากผลการตรวจสภาพพื้นที่ของคณะอนุกรรมการฯ ไม่พบว่าการดูดทราย  ทำให้เกิดความเสียหายแก่สภาพตลิ่ง สภาพธรรมชาติของลำน้ำ ส่วนในด้านการปกครอง ไม่ได้สร้างความเดือดร้อน  แก่ราษฎรในเขตพื้นที่ที่ผู้ฟ้องคดีดำเนินการดูดทราย
               แต่คณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีมติไม่เห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการดูดทรายในพื้นที่
               ซึ่งข้อ 18 (2) ของระเบียบดังกล่าวกำหนดให้การพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ จะมีมติให้อนุญาตได้จะต้องผ่านความเห็นชอบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องที่ที่ขออนุญาต
               ซึ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจเหนือคณะอนุกรรมการฯ และทำให้อำนาจการให้อนุญาตของคณะอนุกรรมการฯ ตามข้อ 10 ของระเบียบดังกล่าวไม่มีผล
               อีกทั้งยังทำให้หลักการประชุมตามข้อ 6 ของระเบียบที่ให้มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมากเปลี่ยนแปลงไปเพราะทำให้คะแนนเสียงขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเสียงชี้ขาด
               ดังนั้น เมื่อการขอต่อใบอนุญาตดูดทรายของผู้ฟ้องคดี ไม่ก่อความเสียหายแก่สภาพตลิ่งหรือเกิดความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร
               การที่คณะอนุกรรมการฯ มีมติว่าองค์การบริหารส่วนตำบลไม่เห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีต่อใบอนุญาตดูดทรายเพียงเหตุผลเดียว แล้วมีมติไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีดูดทราย จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
               เป็นเหตุให้คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาที่ไม่ต่อใบอนุญาตให้แก่ผู้ฟ้องคดี และมีคำสั่งให้หยุดการดูดทราย ซึ่งเป็นคำสั่งที่ออกตามมติดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
               เมื่อคำสั่งไม่ต่อใบอนุญาตดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย เนื่องจากต้องหยุดการประกอบอาชีพดูดทรายที่ได้ประกอบการต่อเนื่องตลอดมา กรณีจึงเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการออกคำสั่งทางปกครองที่จังหวัดพังงาจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย
               ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาที่ปฏิเสธไม่ต่อใบอนุญาตดูดทรายให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้จังหวัดพังงาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
               คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ได้ว่า ถ้าหลวงจะปฏิเสธไม่ให้ผู้ประกอบการได้รับการต่ออายุใบอนุญาตดูดทราย กันแล้วละก็  คงต้องใช้เหตุผลเรื่องความเสียหายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่พิสูจน์กันได้ชัดๆ จริงๆ มิเช่นนั้น ผู้ประกอบการก็คงต้องฟ้องให้ศาลปกครอง “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ให้ความเป็นธรรมแก่เขา ดังเช่นคดีนี้แล .  (คดีหมายเลขแดงที่ อ.286/2553))

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

คดีสิ่งแวดล้อม


เมื่อหน่วยงานของรัฐเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายเทอดพงศ์ คงจันทร์
อนุกรรมการด้านข้อมูลข่าวสารและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม


         จริงหรือที่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  จะขัดขวางการพัฒนาประเทศ ?
          ขึ้นเรื่องให้ฉงนกันเช่นนี้ ก็เนื่องจากมีการพูดกันมานานแล้วว่า การพัฒนาประเทศโดยเฉพาะอุตสาหกรรม
จะทำให้คนมีกินมีใช้ เพราะฉะนั้น ถ้าหยุดการพัฒนาอุตสาหกรรม ก็เท่ากับทุบหม้อข้าวปากท้องของเรากันเอง 
ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง 
         คำถามก็มีต่อไปว่า ถ้าการพัฒนานั้น มันทำให้สิ่งแวดล้อมของประเทศเราไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ต้องพลอย
เสียหายไปด้วย เช่น ชายฝั่งทะเลถูกกัดกร่อน น้ำทะเลปนเปื้อนสารพิษจากน้ำทิ้งโรงงาน ปลาตาย เต่าวางไข่ไม่ได้ 
อะไรพวกนี้ แล้วจะเป็นไง ?
         ไม่เป็นไร ... บ้านผมไม่ได้อยู่แถวนั้น เป็นเรื่องของคนในพื้นที่เขา ให้เขาสู้กันไปสิ ...อาจจะมีคนคิดเช่นนี้ 
         ก็ได้ ... คิดอย่างนี้ก็ได้ แล้วถ้าเกิดมีพ่อค้าเอาปลาที่มีสารพิษตกค้างจากพื้นที่นั้นมาขาย แล้วคุณก็ซื้อไปทอด
ให้ลูกคุณกิน แล้วเด็กเกิดมีอาการแพ้ ต้องล้มหมอนนอนเสื่อขึ้นมา 
         คุณยังจะบอกว่าบ้านไม่ได้อยู่แถวนั้น ปล่อยให้คนพื้นที่สู้กันไป แต่อย่าขัดขวางการพัฒนาอยู่อีกมั้ย ? 
         อาจจะไม่แล้วใช่มั้ย ... เห็นไหมหละว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม มันเชื่อมโยงกันได้หมด แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่
ปัญหานั้น เราจึงต้องใส่ใจไง 
         และที่สำคัญต้องเข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องว่า การพัฒนาประเทศสามารถไปด้วยกันได้ (อย่างดีเสียด้วย) 
กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประเทศเจริญแล้วที่ไหนในโลกเขาก็ทำกัน !!! 
         ไม่งั้นระบบอุตสาหกรรมของประเทศเขาคงไม่มีคำขวัญว่า “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” กันหรอก ใครเขาจะ
ปล่อยให้ประชาชนของเขาเจ็บป่วยล้มตายไปต่อหน้าต่อตา พร้อมๆ กับการพัฒนาประเทศได้เล่า 
          แล้วคนที่มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนควบคู่กับการพัฒนาประเทศแทนพวกเราทุกคน
ก็คือ “หน่วยงานราชการ” นี่แหละ  
          ลองมาฟังตัวอย่างดีๆ ที่หน่วยงานราชการของประเทศเราใส่ใจ ช่วยทำหน้าที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม        
แทนพวกเราคนไทยทั้งประเทศกันบ้าง 
          เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดพังงา เหตุก็เพราะว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเขาพิจารณา
เห็นปัญหาว่า ในท้องที่บางอำเภอของจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ตามแนวชายฝั่งทะเล มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมรุนแรง
เข้าขั้นวิกฤติ 
          ทั้งการเสื่อมโทรมและการลดลงของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การรบกวนแหล่งวางไข่ของสัตว์ทะเล    
หายาก มลพิษและสารตกค้างจากน้ำเสียโรงงานที่ปล่อยลงสู่ทะเล รวมทั้งปัญหาการสูญเสียสมดุลของระบบนิเวศน์ 
          เรียกได้ว่าเป็นปัญหาหนักทุกขนาน !!!
          สาเหตุก็มาจากการขยายตัวของชุมชน อีกทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว        
และเป็นจำนวนมาก การจัดการสภาพแวดล้อมในชุมชนเลยรับไม่ไหว ปัญหาเลยขยายตัวสะสมอย่างที่ว่า 
          คราวนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เลยเห็นว่า ขืนปล่อยช้าคงไม่ได้การ เดี๋ยวสิ่งแวดล้อมทางทะเลซึ่งเป็น
ทรัพยากร สำคัญของประเทศคงเสียหายกันใหญ่โต ก็เลยใช้วิธีการเด็ดขาดด้วยการขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
ออก “ประกาศกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่บางอำเภอของจังหวัดพังงา” 
          สาระสำคัญประการหนึ่งของประกาศดังกล่าว อยู่ที่ข้อ 4(1) และข้อ 11 คือ การห้ามก่อสร้างหรือดัดแปลง
อาคาร เป็นโรงงานในเขตพื้นที่ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ เว้นแต่โรงงานขนาดเล็กบางประเภทเท่านั้นที่ได้รับ   
การยกเว้นให้ เช่น โรงงานประเภทซัก อบ รีด หรือโรงงานทำน้ำแข็ง เป็นต้น 
          แล้วผู้ประกอบกิจการโรงงานที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ ถ้าจะทำต่อก็ต้องยื่นคำขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่ใหม่ 
          เดือดร้อนกลุ่มผู้ฟ้องคดีกันยกใหญ่สิทีนี้ เพราะเขาอ้างว่าทำธุรกิจโรงงานกันมาโดยถูกต้อง แล้วก็มีส่วนสำคัญ
ในการพัฒนาประเทศเสียด้วย ถ้ากิจการเขารุ่งเรือง ทำไมเขาจะไม่มีสิทธิขยายโรงงาน 
          ออกประกาศอย่างนี้ มันจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพกันชัดๆ ! ... นั่น อ้างข้อหาใหญ่เสียด้วย 
          ผู้ฟ้องคดีเลยรวมตัวกันมาตั้งยี่สิบห้างร้านบริษัท ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอน
ประกาศดังกล่าวของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ 
          คดีนี้เป็น “คดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม” เพราะเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศของ
หน่วยงานราชการที่มีสถานะทางกฎหมายเป็น “กฎ” ... 
          แต่คุณๆ คงนึกสงสัยว่า แล้วกฎมันคืออะไรหละ ???
          “กฎ” อธิบายง่ายๆ ก็คือ ข้อบังคับที่ออกโดยทางราชการซึ่งมีผลบังคับในเรื่องนั้นเป็นการทั่วๆ  ไป 
ไม่เจาะจงว่าใช้บังคับกับใครเป็นการเฉพาะตัว 
          เหมือนอย่างประกาศที่ฟ้องกันอยู่นี้ไง ใครเป็นเจ้าของโรงงานในพื้นที่ที่หลวงเขาประกาศห้าม ก็ถือว่า
เดือดร้อนเหมือนกันหมด ใช้สิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนได้ 
         คดีนี้สุดท้ายศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำวินิจฉัยว่า เหตุที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กำหนด
มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเห็นว่าปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ
ชายฝั่งทะเลจังหวัดพังงา ส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม 
          จึงห้ามโรงงานทุกประเภทก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารใดๆ เป็นอาคารหรือประกอบกิจการ 
เว้นแต่โรงงานที่เป็นไปเพื่อบริการชุมชนหรือมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด 
          ดังนั้น มาตรการห้ามขยายโรงงานหรือย้ายโรงงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรุนแรง จึงกำหนดมาตรการ
ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมให้อยู่ในบริเวณเดิม ไม่ให้มีการก่อมลพิษเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังเป็นการฟื้นฟู
สภาพความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย 
          จึงเห็นได้ว่า ข้อ  4(1) และข้อ11 ของประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมฯ เป็นมาตรการ 
ที่สามารถบรรลุผลในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติได้มากกว่ามาตรการอื่น 
          เพราะหากปล่อยให้ขยายโรงงานหรือเพิ่มกำลังการผลิต แม้จะเป็นพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตไว้เดิม ก็จะทำให้ปัญหา
สภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมมีความรุนแรงมากขึ้นและยากแก่การแก้ไขในภายหลัง  
          ดังนั้น แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อเสรีภาพในการประกอบอาชีพกิจการโรงงานอุตสาหกรรมของ           
ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบคนในท้องที่ดังกล่าวอยู่บ้าง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุผลในการ
ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบคนไม่อาจขยายโรงงานหรือเพิ่มกำลังการผลิต อาจทำให้กระทบต่อรายได้ 
แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลา 5 ปี ที่อยู่ภายในระยะเวลาต้องห้ามดังกล่าว 
          ซึ่งจะเห็นได้ว่า เมื่อนำผลประโยชน์ของส่วนรวมที่จะได้รับจากการกำหนดมาตรการต่างๆ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่ยั่งยืนตลอดไป มาเปรียบเทียบกับความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบคนได้รับหรือคาดคะเนว่า
จะได้รับ ผลประโยชน์ของส่วนรวมย่อมมีมากกว่า ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษายกฟ้อง
          เมื่อหน่วยงานราชการใช้อำนาจหน้าที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้แก่ส่วนรวม 
แล้วเกิดประโยชน์ อย่างนี้ก็รับประกันได้เลยว่าถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองกี่ครั้ง ก็ไม่มีวันแพ้ แล้วก็ยังไม่เป็น 
การขัดขวางการพัฒนาประเทศอย่างแน่นอน. (คดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 33/2553)

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กิจกรรมคืนป่าสู่ธรรมชาติ








  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กิจกรรมจิตอาสา

กิจกรรมจิตอาสา

เป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และให้ความรู้สึกแก่น้องๆ
















  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

จัดทำโปรแกรมป่าไม้แห่งชาติเพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ: จัดทำโปรแกรมป่าไม้แห่งชาติเพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

สยามรัฐ
ฉบับวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 2
++ เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
จากการประชุมสุดยอดด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ กรุงริโอเดอจาเนโรประเทศบราซิล เมื่อปี พ.ศ.2535 ได้มีแนวคิดเรื่อง "โปรแกรมป่าไม้แห่งชาติ" เพื่อดำเนินการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้มีการระดมแนวความคิด การหารือของผู้แทนประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ในการที่จะผลักดันให้การป่าไม้ทั่วโลกมีการจัดการอย่างยั่งยืน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถดำรงไว้ซึ่งทรัพยากรป่าไม้ให้สามารถสนองประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สำหรับประเทศไทย ได้มีการตั้งสำนักงานสนับสนุนการดำเนินงานการจัดทำโปรแกรมป่าไม้แห่งชาติ ภายใต้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)โดยกรมป่าไม้เป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินการให้ผู้เข้าร่วมประชุม ได้รับทราบหลักการในการดำเนินการโปรแกรมป่าไม้แห่งชาติ และได้ร่วมระดมความคิดเห็นในการจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินการตามโปรแกรมป่าไม้แห่งชาติ เพื่อให้เป็นคู่มือการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการส่งเสริมการจัดทำโปรแกรมป่าไม้แห่งชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นคู่มือในการเตรียมการในการดำเนินการของประเทศ โดยใช้หลักการ และเครื่องมือไปสู่การปฏิบัติ
นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า การจัดทำโปรแกรมป่าไม้ของประเทศจะยึดถือนโยบายรัฐ นโยบายป่าไม้ของแต่ละประเทศ วาระของรัฐบาลด้านป่าไม้และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นหลักในการดำเนินการ ดังนั้น การดำเนินการจัดทำโปรแกรมเกณฑ์ของแต่ละประเทศจึงเป็นกระบวนการเฉพาะของประเทศนั้นๆ ไม่ใช่เกิดจากเงื่อนไขของผู้ให้การสนับสนุน หรือไม่ใช่เกิดจากเอกสารที่มาจากที่ปรึกษาภายนอก โปรแกรมป่าไม้จะได้รับการยอมรับนั้นจะเกิดจากการระดมความคิดเห็นร่วมกันจากทุกภาคส่วนในการดำเนินการ การระดมความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียนั้นจะเป็นการร่วมกันจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินการตามโปรแกรมป่าไม้ให้สอดคล้องกับนโยบายและความต้องการร่วมกัน กำหนดแผนการดำเนินการเพื่อให้เกิดการจัดการป่าอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม หากจะดูจากนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม 2551 ในนโยบายที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรป่าไม้แล้ว จะพบว่าในนโยบายข้อ 5.1 คุ้มครองและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ทรัพยากรดินทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรธรณี ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งฟื้นฟูอุทยานทางทะเลอย่างเป็นระบบ เร่งรัดทำแนวเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยจัดแบ่งประเภทที่ดินระหว่างที่ดินของรัฐและเอกชนให้ชัดเจน เร่งประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กำหนดเขตส่งเสริมการปลูกป่า ป่าชุมชน เพิ่มฝายต้นน้ำลำธารและฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ ส่งเสริมป่าเศรษฐกิจให้เหมาะสม ป้องกันการเกิดไฟป่า ปราบปรามการบุกรุกทำลายป่าอย่างจริงจัง
ส่วนแผนปฏิบัติราชการ พ.ศ.2552-2554 ของกรมป่าไม้ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ว่าจะเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศโดยมี 2 ยุทธศาสตร์ คือ การอนุรักษ์พัฒนาระบบศักยภาพ และการจัดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้อย่างสมดุล บูรณาการสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน และการบริหารจัดการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าไม้อย่างยั่งยืนและเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดทำโปรแกรมป่าไม้แห่งชาติ กรมป่าไม้ได้ร่วมกับคณะกรรมการกำกับโครงการฯ และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการและองค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วม 30 คน ได้ดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการมาแล้วครั้งหนึ่งในระหว่างวันที่ 11-12 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา
โดยผู้เข้าร่วมการประชุมได้ประเมินกิจกรรมด้านโปรแกรมป่าไม้แห่งชาติในประเทศไทยตามแผนแม่บทขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และได้มีการจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมสำหรับการดำเนินการด้านโปรแกรมป่าไม้แห่งชาติในประเทศไทย และที่ประชุมมีมติให้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องยุทธศาสตร์ด้านการเงิน
การคลังเพื่อการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืน และเรื่องการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรบุคล อีกครั้ง


ที่มา :: http://www.en.mahidol.ac.th/thai/news/2009/07/20_03.html
หากสนใจส่งข่าวสิ่งแวดล้อม แจ้งได้ที่ เวปมาสเตอร์ enwww@mahidol.ac.th

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS